ในช่วงเวลาปกติ (หมายถึงในขณะที่ร่างกายยังมีพลังงานจาก คาร์บ โปรตีน และไขมัน ที่ได้รับจากอาหารอยู่) ร่างกายจะใช้พลังงานเป็นแบบสัดส่วนพลังงาน โดยที่ดูจากการเต้นของหัวใจเป็นสำคัญครับ ถ้าเราออกกำลังกายโดยมีความเข้มข้นสูง หัวใจเต้นแรงมากๆ ร่างกายจะใช้พลังงานส่วนใหญ่จากคาร์บมากถึง 80% รองลงมาเป็นไขมัน และน้อยที่สุดคือโปรตีน ส่วนถ้าเราใช้พลังงานในระดับต่ำ นอนเล่น นั่งเล่น หรือเดินช้าๆ ร่างกายจะใช้พลังงานส่วนใหญ่กว่า 80% จากไขมัน รองลงมาเป็น คาร์บ และน้อยที่สุดคือโปรตีนครับ
ในช่วงเวลาที่ได้ใช้พลังงานจากอาหารไปหมดแล้ว ร่างกายจะมีพลังงานสะสมในร่างกายอยู่ 3 รูปแบบคือ
1. ไกลโคเจน (หมู่คาร์บ สะสมอยู่ในสตับ และในกล้ามเนื้อ)
2. กล้ามเนื้อ (หมู่โปรตีน มีอยู่ทั่วร่างกาย)
3. ไขมันสะสม (หมู่ไขมัน มีอยู่ทั่วร่างกาย ในคนที่อ้วนมากจะสะสมที่พุงเป็นส่วนใหญ่)
ซึ่งถ้าเราอดอาหารโดยที่ใช้เวลาไม่นานในช่วงแรกการเผาผลาญพลังงานจะยังคงเป็นสัดส่วนเหมือนเดิม ดังเช่นที่ผมอธิบายไว้ในตอนต้นครับ จนถึงช่วงระยะเวลาหนึ่งซึ่งไกลโคเจนมักจะถูกใช้งานหมดก่อนเสมอ (เพราะสามารถเก็บไว้ได้ในจำนวนจำกัด ซึ้งเป็นปริมาณที่น้อยกว่าไขมันและกล้ามเนื้อมาก) เมื่อไกลโคเจนร่อยหรอ ร่างกายจึงจะเริ่มเปิดสวิชต์ดึงไขมันมาเปลี่ยนเป็นพลังงานมากขึ้น ซึ่งการทำงานของร่างกายช่วงนี้ค่อนข้างซับซ้อนครับ ในทุกขณะที่ไขมันถูกเผาผลาญไปอย่างรวดเร็วนั้น จะเกิดสารคีโตนบอดี้ และมีผลให้ร่างกายสลายกล้ามเนื้อออกมาใช้เป็นพลังงานด้วย พูดง่ายๆก็คือ เมื่อไกลโคเจนหมด ร่างกายจะใช้พลังงานจากไขมันเป็นส่วนใหญ่ และรองลงมาเป็นกล้ามเนื้อครับ
สรุปสั้นๆเมื่อเราอดอาหาร ร่างกายจะใช้พลังงาน(หลัก)จาก
1. ไกลโคเจน
2. ไขมันสะสม
3. กล้ามเนื้อ
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=617fcf55ca3c9b73
วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
"กลูโคส" พลังงานที่สมองใช้ได้และปลอดภัยเพียงอย่างเดัยว
ร่างกายใช้พลังงานตลอดเวลา ในขณะนอนหลับร่างกายใช้พลังงานในการหายใจ การสูบฉีดเลือด การควบคุมอุณหภูมิ การกำจัดของเสียออกจากร่างกาย การสร้างเนื้อเยื่อสำหรับการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่ถูกทำลายไป ในขณะที่ตื่น ความต้องการพลังงานของร่างกายเพิ่มขึ้นสำหรับการเคลื่อนไหวและย่อยอาหาร ในภาวะร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอเป็นประจำ เซลล์เลือกที่จะใช้คาร์โบไฮเดรตในการสร้างพลังงานเป็นอันดับแรกเพราะสลายให้พลังงานได้เร็วที่สุด รองลงมาคือไขมัน
ไขมันจะถูกนำมาใช้สร้างพลังงานในกิจกรรมที่ใช้เวลายาวนาน ส่วนโปรตีนจะถูกสลายและเผาผลาญให้พลังงานเฉพาะเวลาที่ร่างกายไม่ได้รับอาหาร หรือใช้พลังงานมากและมีพลังงานไม่เพียงพอต่อความต้องการเท่านั้นหลังมื้ออาหาร คาร์โบไฮเดรตจะให้พลังงานแก่ร่างกายได้ ต้องผ่านการย่อยในทางเดินอาหารได้โมเลกุลขนาดเล็กเรียกว่ากลูโคส กลูโคสจะถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด ระดับกลูโคสในเลือดจะเพิ่มสูงขึ้น จนมีระดับสูงสุดประมาณ 30-60 นาที ระดับกลูโคสในเลือดสูง มีผลให้ตับอ่อนหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน อินซูลินทำให้กลูโคสเข้าเซลล์ของอวัยวะต่างๆได้ ในตับ กลูโคสให้พลังงานแก่เซลล์ บางส่วนยังถูกเปลี่ยนเป็นไกลโคเจนสะสมไว้เป็นพลังงานสำรอง และเมื่อตับเก็บไกลโคเจนเต็มพิกัดแล้ว ตับจะเปลี่ยนกลูโคสที่เหลือเป็นกรดไขมัน ซึ่งร่างกายนำไปสะสมไว้ในเนื้อเยื่อมัน
การเผาผลาญกลูโคสให้เป็นพลังงานนี้จะต้องผ่านกระบวนการต่างๆหลายขั้นตอน แต่ละขั้นตอนจะต้องใช้เอนไซม์ วิตามินและเกลือแร่ช่วยในกระบวนการเผาผลาญ กลูโคสในกล้ามเนื้อ มีการเปลี่ยนกลูโคสเป็นพลังงานและไกลโคเจน ส่วนที่เนื้อเยื่อมันมีการสร้างและสะสมไขมัน เมื่อกลูโคสในเลือดเข้าเซลล์ของเนื้อเยื่อแล้ว ระดับกลูโคสในเลือดจะลดลงจนปกติ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงในคนปกติ สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานขาดฮอร์โมนอินซูลิน กลูโคสในเลือดไม่สามารถเข้าเซลล์ของเนื้อเยื่อได้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ระดับกลูโคสในเลือดสูง
รอบรู้เรื่อง การเผาผลาญพลังงาน ในร่างกาย
รอบรู้เรื่อง การเผาผลาญพลังงาน ในร่างกาย
รอบรู้เรื่องการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย (Mcot)
ในความเป็นจริงเมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายของเราจะเผาผลาญแคลอรีลดลง ส่งผลให้ผู้หญิงมักมีน้ำหนักขึ้นเฉลี่ยปีละครึ่งกิโลกรัมเป็นอย่างน้อย ซึ่งเราสามารถแก้ปัญหานี้ด้วยการปรับตาราง เพื่อเผาผลาญแคลอรี่ไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มตามอายุ ต่อไปนี้คือคำตอบจะบอกคุณได้
จริงหรือไม่ที่ว่า การดื่มน้ำปริมาณที่ถูกต้องช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้
จริง : ปฏิกิริยาสารเคมีในร่างกายทั้งหมดรวมถึงการเผาผลาญพลังงาน ขึ้นอยู่กับน้ำถ้าขาดน้ำก็อาจเผลาผลาญแคลอรีน้อยลงไป 2% การศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งจากการทดลองกับผู้ใหญ่ 10 คนที่ดื่มน้ำหลากหลายชนิดใน 1 วัน พบว่าคนที่ดื่มน้ำขนาด 8 ออนซ์ วันละ 8-10 แก้วมีอัตราการเผาผลาญพลังงานสูงกว่าคนที่ดื่มแค่ 4 แก้ว
เคล็ดลับ : ถ้าปัสสาวะเป็นสีเข้มแสดงว่าดื่มน้ำน้อย ให้พยายามจิบน้ำ 1 แก้วก่อนมื้ออาหารทุกมื้อรวมถึงของว่างเพื่อให้มีน้ำในตัวเสมอ
จริงหรือไม่ที่ การไดเอตลดอัตราการเผาผลาญพลังงานตอนพักผ่อนของคุณลงไป ทำให้ลดน้ำหนักยาก
จริง : ทุกกิโลที่ลด อัตราการเผาผลาญพลังงานตอนพักผ่อนของคุณลดลงวันละ 2-10 แคลอรี ถ้าลดน้ำหนักไป 4.5 กิโล คุณต้องกินแคลอรีน้อยลงไปอีก 20-100 แคลอรีเพื่อรักษาหุ่นเพรียวเอาไว้ ไม่นับการออกกำลังกาย วิธีลดไขมันโดยรักษากล้ามเนื้อให้คงอยู่ไว้คือ คือลดแคลอรี และเพิ่มการออกกำลังกายแบบแอโรบิก กับออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน การกินแคลอรีน้อยกว่าวันละ 1,000 แคลอรีอาจส่งผลให้สูญเสียกล้ามเนื้อได้
เคล็ดลับ : ลดน้ำหนักด้วยการลดแคลอรีวันละ 250 และเผาผลาญ 250 แคลอรีด้วยการออกกำลังกาย จะช่วยให้คุณรักษาหรือเพิ่มกล้ามเนื้อได้ขณะลดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายออกไปได้มากขึ้นด้วย
จริงหรือไม่ที่ว่า ร่างกายคุณเผาผลาญแคลอรีมากขึ้น เมื่อย่อยอาหารและเครื่องดื่มเย็นเฉียบ
จริง : แต่ก่อนที่จะตรงดิ่งไปกินไอศครีมขอบอกว่าความแตกต่างเล็กน้อยในแคลอรีไม่ส่งผลอะไรใด ๆ ในโภชนาการของคุณหรอก มองในแง่ดี มีการศึกษาแนะว่าการดื่มน้ำเย็นอย่างน้อย 6 แก้วต่อวันจะช่วยคุณเผาผลาญแคลอรีได้ 10 แคลอรี ซึ่งเท่ากับครึ่งกิโลต่อปีโดยไม่ต้องทำอะไรเลย
เคล็ดลับ : แม้ผลกระทบต่อการกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานจะน้อยนิด แต่ไม่เสียหายจะดื่มน้ำเย็นเพื่อเพิ่มศักยภาพการเผาผลาญพลังงานนี่นา
จริงหรือไม่ที่ว่า อาหารเผ็ดร้อน จะช่วยเร่งการเผาผลาญพลังงาน
จริง : พริกส่งความเผ็ดร้อนวูบวาบสามารถเร่งการเผาผลาญพลังงานและลดความหิวได้ การศึกษาพบว่าการกินพริกสับ 1 ช้อนโต๊ะ (ซึ่งเท่ากับเคปไซซิน 30 มก.) ส่งผลการกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานชั่วคราวได้ถึง 23%
เคล็ดลับ : เหยาะพริกแดงสับในพาสต้าหรือสตูว์ พริกสดใส่ซัลซ่าได้อร่อยและเสริมรสชาติอาหารหลายจานได้ดีนัก
จริงหรือไม่ที่ว่า การกินเกรฟฟรุตก่อนอาหารทุกมื้อช่วยเร่งการเผาผลาญพลังงาน
ไม่จริง : เกรฟฟรุตไม่ได้สร้างความมหัศจรรย์อันใดกับการเผาผลาญพลังงานของคุณแต่ช่วยลดน้ำหนักได้ เกรฟฟรุตครึ่งลูกก่อนมื้ออาหาร ช่วยให้ลดน้ำหนักได้ 2 กิโลกรัม ใน 12 สัปดาห์ เพราะกากใยและน้ำทำให้อิ่มและช่วยให้กินน้อยลง
เคล็ดลับ : กินเกรฟฟรุตสดครึ่งลูกก่อนอาหารจานหลัก
จริงหรือไม่ที่ว่า การยกน้ำหนักช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานมากกว่าการออกกำลังหัวใจ
จริง : เมื่อคุณออกกำลังยกน้ำหนักจะช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ 1.3 กิโลกรัม และเพิ่มการเผาผลาญแคลอรีมากขึ้น 6-8% ดังนั้นเท่ากับเผาผลาญแคลอรีเพิ่มพิเศษวันละ 100 แคลอรี แต่การออกกำลังแบบแอโรบิกไม่ได้เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ วิธีเพิ่มมวลกร้ามเนื้อคือ ออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน
เคล็ดลับ : เน้นการออกกำลังที่กล้ามเนื้อใหญ่สุด ซึ่งจะช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อได้ ท่าวิดพื้นและท่าที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวทั้งท่อนบนและท่อนล่างเวิร์กสุด
จริงหรือไม่ว่า เชอเลอรีเป็น "อาหารให้แคลอรีในทางลบ" เพราะการย่อยทำให้ใช้แคลอรีมากกว่าปริมาณแคลอรีที่ได้รับ
ไม่จริง : การกินอาหารทำให้ร่างกายคุณเผาผลาญแคลอรีไปด้วย ขณะทำการย่อยอาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆโดยขึ้นอยู่กับอาหารที่กิน เช่นโปรตีน ต้องอาศัยแคลอรีในการย่อยมากกว่าคาร์โบไฮเดรต เชอเลอรีขนาดกลางมีแค่ 6 แคลอรี
เคล็ดลับ : ใส่เซอเลอรีในสลัด ผัดผักหรือซุปเพราะเป็นอาหารมีประโยชน์มีส่วนผสมทาไลด์ที่ลดความดันโลหิตได้
จริงหรือไม่ที่ว่า ชาเร่งการเผาผลาญแคลอรีได้ตามธรรมชาติ
จริง : คาทีชินในชาเขียวและชาอูลงช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน การศึกษากับสตรีญี่ปุ่นเทียบผลกระทบจากการดื่มชาเชียว ชาอูลงหรือน้ำในวันต่างๆ พบว่าชาอูลง 1 ถ้วยใหญ่เพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้ถึง 10% ชาเขียว 4% เป็นเวลา 1.30 ชั่วโมง ซึ่งหมายความว่าเผาผลาญ 50 แคลอรีต่อวัน
เคล็ดลับ : ดื่มชาเชียวหรือชาอูลงแทนกาแฟมื้อเช้าเพื่อให้คาเฟอีนปลุกการเผาผลาญพลังงานของคุณ บีบมะนาวใส่แทนนมเพื่อให้ดูดซึมคาทีชินได้มากขึ้นด้วย
จริงหรือไม่ที่ว่า อาการโหยก่อนมีประจำเดือน เกี่ยวพันกับการกระตุ้นพลังงานเผาผลาญก่อนประจำเดือนมา
จริง : อัตราการเผาผลาญพลังงานของเราที่พักอยู่จะเพิ่มขึ้นมาในระหว่างวงจรการมีประจำเดือน(วันหลังจากไข่สุกไปจนถึงวันแรกที่ประจำเดือนมา) การเผาผลาญพลังงานที่เราได้รับจากการมี "ฮอร์โมนพุ่ง" เทียบเท่ากับวันละ 300 แคอลรี ซึ่งเป็นเหตุให้ร่างกายเกิดความอยากอาหารขึ้นมาในช่วงนี้
เคล็ดลับ : จดบันทึกสิ่งที่คุณกินระหว่างสัปดาห์และในช่วงมีประจำเดือนพยายามรักษารูปแบบการกินตลอดทั้งเดือนเพื่อให้ได้ประโยชน์จากการเผาผลาญแคลอรีที่เกิดจากฮอร์โมนผลักดัน ถ้าอยากอาหารให้ระวังปริมาณที่กินเข้าไป
จริงหรือไม่ที่ว่า ถ้าคุณมีเวลาจำกัด ควรออกกำลังกายแบบโหมหนักเพื่อให้พลังงานเผาผลาญในภายหลัง
จริง : คนที่เคยออกกำลังกายแบบโหมหนักพบว่าอัตราการเผาผลาญพลังงานนานมากขึ้นในภายหลังเมื่อเทียบกับพวกที่ออกกำลังแต่พอประมาณ สามารถเผาผลาญแคลอรีได้ 10% ของแคลอรีทั้งหมดที่ใช้ไปในระหว่างการออกกำลังกาย 1 ชั่วโมงหลังการออกกำลังกาย ดังนั้นถ้าคุณออกกำลังคอมโบทั้งเดิน จ๊อกกิ้ง 4 ไมล์(ราว 400 แคลอรี)แทนแค่เดินเฉยๆ ก็อาจเผาผลาญแคลอรีเพิ่มได้ 40 แคลอรีในเวลาอีก 2-3 ชั่วโมงข้างหน้า
เคล็ดลับ : เติมความเร็วในการออกกำลังเพิ่มอีกนิด เพิ่ม 3 นาทีสัปดาห์ละ 3 วันโดยหยุดพัก 2 นาที
จริงหรือไม่ที่ว่า การกินโปรตีนมากขึ้นจะเร่งการเผาผลาญพลังงาน
จริง : โปรตีนมีข้อดีในการเร่งการเผาผลาญพลังงานเมื่อเทียบกับไขมันหรือ ใช้คาร์โบไฮเดรตเพราะร่างกายต้องใช้พลังงานมากขึ้นในกระบวนการย่อย จากการศึกษาบอกว่าคุณอาจเผาผลาญแคลอรีเป็น 2 เท่าในการย่อยโปรตีน ในอาหารทั่วไปแคลอรี 14% มากจากโปรตีน ให้เพิ่มโปรตีนเป็น 2 (แล้วลดคาร์โบไฮเดรตแทนจะได้ไม่มีแคลอรีส่วนเกินเพิ่มขึ้นมา) แล้วคุณจะเผาผลาญแคลอรีได้วันละ 150-200
เคล็ดลับ : กินโปรตีนมื้อละ 10-20 กรัม ลองโยเกิร์ตไขมันต่ำกับอาหารเช้า (13 กรัม) กินฮูมูนเป็นอาหารกลางวัน (10 กรัม) และแซลมอนแล่เป็นอาหารค่ำ (17 กรัม)
ในความเป็นจริงเมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายของเราจะเผาผลาญแคลอรีลดลง ส่งผลให้ผู้หญิงมักมีน้ำหนักขึ้นเฉลี่ยปีละครึ่งกิโลกรัมเป็นอย่างน้อย ซึ่งเราสามารถแก้ปัญหานี้ด้วยการปรับตาราง เพื่อเผาผลาญแคลอรี่ไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มตามอายุ ต่อไปนี้คือคำตอบจะบอกคุณได้
จริง : ปฏิกิริยาสารเคมีในร่างกายทั้งหมดรวมถึงการเผาผลาญพลังงาน ขึ้นอยู่กับน้ำถ้าขาดน้ำก็อาจเผลาผลาญแคลอรีน้อยลงไป 2% การศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งจากการทดลองกับผู้ใหญ่ 10 คนที่ดื่มน้ำหลากหลายชนิดใน 1 วัน พบว่าคนที่ดื่มน้ำขนาด 8 ออนซ์ วันละ 8-10 แก้วมีอัตราการเผาผลาญพลังงานสูงกว่าคนที่ดื่มแค่ 4 แก้ว
เคล็ดลับ : ถ้าปัสสาวะเป็นสีเข้มแสดงว่าดื่มน้ำน้อย ให้พยายามจิบน้ำ 1 แก้วก่อนมื้ออาหารทุกมื้อรวมถึงของว่างเพื่อให้มีน้ำในตัวเสมอ
จริง : ทุกกิโลที่ลด อัตราการเผาผลาญพลังงานตอนพักผ่อนของคุณลดลงวันละ 2-10 แคลอรี ถ้าลดน้ำหนักไป 4.5 กิโล คุณต้องกินแคลอรีน้อยลงไปอีก 20-100 แคลอรีเพื่อรักษาหุ่นเพรียวเอาไว้ ไม่นับการออกกำลังกาย วิธีลดไขมันโดยรักษากล้ามเนื้อให้คงอยู่ไว้คือ คือลดแคลอรี และเพิ่มการออกกำลังกายแบบแอโรบิก กับออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน การกินแคลอรีน้อยกว่าวันละ 1,000 แคลอรีอาจส่งผลให้สูญเสียกล้ามเนื้อได้
เคล็ดลับ : ลดน้ำหนักด้วยการลดแคลอรีวันละ 250 และเผาผลาญ 250 แคลอรีด้วยการออกกำลังกาย จะช่วยให้คุณรักษาหรือเพิ่มกล้ามเนื้อได้ขณะลดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายออกไปได้มากขึ้นด้วย
จริง : แต่ก่อนที่จะตรงดิ่งไปกินไอศครีมขอบอกว่าความแตกต่างเล็กน้อยในแคลอรีไม่ส่งผลอะไรใด ๆ ในโภชนาการของคุณหรอก มองในแง่ดี มีการศึกษาแนะว่าการดื่มน้ำเย็นอย่างน้อย 6 แก้วต่อวันจะช่วยคุณเผาผลาญแคลอรีได้ 10 แคลอรี ซึ่งเท่ากับครึ่งกิโลต่อปีโดยไม่ต้องทำอะไรเลย
เคล็ดลับ : แม้ผลกระทบต่อการกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานจะน้อยนิด แต่ไม่เสียหายจะดื่มน้ำเย็นเพื่อเพิ่มศักยภาพการเผาผลาญพลังงานนี่นา
จริง : พริกส่งความเผ็ดร้อนวูบวาบสามารถเร่งการเผาผลาญพลังงานและลดความหิวได้ การศึกษาพบว่าการกินพริกสับ 1 ช้อนโต๊ะ (ซึ่งเท่ากับเคปไซซิน 30 มก.) ส่งผลการกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานชั่วคราวได้ถึง 23%
เคล็ดลับ : เหยาะพริกแดงสับในพาสต้าหรือสตูว์ พริกสดใส่ซัลซ่าได้อร่อยและเสริมรสชาติอาหารหลายจานได้ดีนัก
ไม่จริง : เกรฟฟรุตไม่ได้สร้างความมหัศจรรย์อันใดกับการเผาผลาญพลังงานของคุณแต่ช่วยลดน้ำหนักได้ เกรฟฟรุตครึ่งลูกก่อนมื้ออาหาร ช่วยให้ลดน้ำหนักได้ 2 กิโลกรัม ใน 12 สัปดาห์ เพราะกากใยและน้ำทำให้อิ่มและช่วยให้กินน้อยลง
เคล็ดลับ : กินเกรฟฟรุตสดครึ่งลูกก่อนอาหารจานหลัก
จริง : เมื่อคุณออกกำลังยกน้ำหนักจะช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ 1.3 กิโลกรัม และเพิ่มการเผาผลาญแคลอรีมากขึ้น 6-8% ดังนั้นเท่ากับเผาผลาญแคลอรีเพิ่มพิเศษวันละ 100 แคลอรี แต่การออกกำลังแบบแอโรบิกไม่ได้เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ วิธีเพิ่มมวลกร้ามเนื้อคือ ออกกำลังกายแบบใช้แรงต้าน
เคล็ดลับ : เน้นการออกกำลังที่กล้ามเนื้อใหญ่สุด ซึ่งจะช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อได้ ท่าวิดพื้นและท่าที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวทั้งท่อนบนและท่อนล่างเวิร์กสุด
ไม่จริง : การกินอาหารทำให้ร่างกายคุณเผาผลาญแคลอรีไปด้วย ขณะทำการย่อยอาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆโดยขึ้นอยู่กับอาหารที่กิน เช่นโปรตีน ต้องอาศัยแคลอรีในการย่อยมากกว่าคาร์โบไฮเดรต เชอเลอรีขนาดกลางมีแค่ 6 แคลอรี
เคล็ดลับ : ใส่เซอเลอรีในสลัด ผัดผักหรือซุปเพราะเป็นอาหารมีประโยชน์มีส่วนผสมทาไลด์ที่ลดความดันโลหิตได้
จริง : คาทีชินในชาเขียวและชาอูลงช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน การศึกษากับสตรีญี่ปุ่นเทียบผลกระทบจากการดื่มชาเชียว ชาอูลงหรือน้ำในวันต่างๆ พบว่าชาอูลง 1 ถ้วยใหญ่เพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้ถึง 10% ชาเขียว 4% เป็นเวลา 1.30 ชั่วโมง ซึ่งหมายความว่าเผาผลาญ 50 แคลอรีต่อวัน
เคล็ดลับ : ดื่มชาเชียวหรือชาอูลงแทนกาแฟมื้อเช้าเพื่อให้คาเฟอีนปลุกการเผาผลาญพลังงานของคุณ บีบมะนาวใส่แทนนมเพื่อให้ดูดซึมคาทีชินได้มากขึ้นด้วย
จริง : อัตราการเผาผลาญพลังงานของเราที่พักอยู่จะเพิ่มขึ้นมาในระหว่างวงจรการมีประจำเดือน(วันหลังจากไข่สุกไปจนถึงวันแรกที่ประจำเดือนมา) การเผาผลาญพลังงานที่เราได้รับจากการมี "ฮอร์โมนพุ่ง" เทียบเท่ากับวันละ 300 แคอลรี ซึ่งเป็นเหตุให้ร่างกายเกิดความอยากอาหารขึ้นมาในช่วงนี้
เคล็ดลับ : จดบันทึกสิ่งที่คุณกินระหว่างสัปดาห์และในช่วงมีประจำเดือนพยายามรักษารูปแบบการกินตลอดทั้งเดือนเพื่อให้ได้ประโยชน์จากการเผาผลาญแคลอรีที่เกิดจากฮอร์โมนผลักดัน ถ้าอยากอาหารให้ระวังปริมาณที่กินเข้าไป
จริง : คนที่เคยออกกำลังกายแบบโหมหนักพบว่าอัตราการเผาผลาญพลังงานนานมากขึ้นในภายหลังเมื่อเทียบกับพวกที่ออกกำลังแต่พอประมาณ สามารถเผาผลาญแคลอรีได้ 10% ของแคลอรีทั้งหมดที่ใช้ไปในระหว่างการออกกำลังกาย 1 ชั่วโมงหลังการออกกำลังกาย ดังนั้นถ้าคุณออกกำลังคอมโบทั้งเดิน จ๊อกกิ้ง 4 ไมล์(ราว 400 แคลอรี)แทนแค่เดินเฉยๆ ก็อาจเผาผลาญแคลอรีเพิ่มได้ 40 แคลอรีในเวลาอีก 2-3 ชั่วโมงข้างหน้า
เคล็ดลับ : เติมความเร็วในการออกกำลังเพิ่มอีกนิด เพิ่ม 3 นาทีสัปดาห์ละ 3 วันโดยหยุดพัก 2 นาที
จริง : โปรตีนมีข้อดีในการเร่งการเผาผลาญพลังงานเมื่อเทียบกับไขมันหรือ ใช้คาร์โบไฮเดรตเพราะร่างกายต้องใช้พลังงานมากขึ้นในกระบวนการย่อย จากการศึกษาบอกว่าคุณอาจเผาผลาญแคลอรีเป็น 2 เท่าในการย่อยโปรตีน ในอาหารทั่วไปแคลอรี 14% มากจากโปรตีน ให้เพิ่มโปรตีนเป็น 2 (แล้วลดคาร์โบไฮเดรตแทนจะได้ไม่มีแคลอรีส่วนเกินเพิ่มขึ้นมา) แล้วคุณจะเผาผลาญแคลอรีได้วันละ 150-200
เคล็ดลับ : กินโปรตีนมื้อละ 10-20 กรัม ลองโยเกิร์ตไขมันต่ำกับอาหารเช้า (13 กรัม) กินฮูมูนเป็นอาหารกลางวัน (10 กรัม) และแซลมอนแล่เป็นอาหารค่ำ (17 กรัม)
วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
พลังงานจากอาหารกับกิจกรรมต่าง ๆ
พลังงานจากอาหารกับกิจกรรมต่าง ๆ
นักเรียนได้เรียนรู้และทดสอบมาแล้วว่า ในอาหารแต่ละประเภทมีพลังงานสะสมอยู่ ดังนั้นการที่เรากินอาหารที่มีสารอาหารประเภทโปรตีน คาร์โบไฮเดรตและไขมัน นอกจากเพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโตและสมบูรณ์แข็งแรงแล้ว ยังต้องการพลังงานเพื่อนำมาใช้ให้เกิดความอบอุ่นแก่ร่างกายและทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันอีกด้วย ในวันหนึ่ง ๆ คนเราแต่ละคนต้องการพลังงานจากอาหารเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ ในปริมาณไม่เท่ากัน และกิจกรรมแต่ละอย่างต้องใช้พลังงานแตกต่างกันด้วย การใช้พลังงานของแต่ละคนเพื่อทำกิจกรรมแต่ละอย่าง นักเรียนศึกษาได้จากตารางต่อไปนี้
ตาราง แสดงพลังงานที่ใช้ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในเวลา 1 ชั่วโมงต่อน้ำหนักของร่างกาย 1 กิโลกรัม
กิจกรรมที่ทำ |
พลังงานที่ใช้ในการทำกิจกรรม ( Kcal )
| |
ชาย |
หญิง
| |
นอนหลับ
นั่งพัก อ่านหนังสือ
นั่งเขียนหนังสือ
ขับรถ
เย็บผ้าด้วยจักรเย็บผ้า
ล้างจาน ปัดฝุ่น
อาบน้ำแปรงฟัน
ล้างรถ
ถูพื้น เลื่อยไม้
ทำความสะอาดหน้าต่าง,ตีปิงปอง
ว่ายน้ำ
เล่นเทนนิส
ขุดดิน ยกน้ำหนัก
เล่นบาสเกตบอล ฟุตบอล
ชกมวย ว่ายน้ำอย่างเร็ว
ปีนทางชันและขรุขระ
|
1.05
1.26
1.47
2.42
2.63
2.84
3.05
3.68
3.89
4.20
4.73
6.30
7.35
7.88
9.43
10.50
|
0.97
1.16
1.36
2.23
2.43
2.62
2.81
3.40
3.59
3.88
4.37
5.82
6.79
7.28
8.73
9.70
|
จากข้อมูลในตารางนักเรียนจะเห็นได้ว่า พลังงานที่ใช้ในการทำกิจกรรมแต่ละอย่างไม่เท่ากัน กิจกรรมที่ใช้พลังงานมากที่สุดคือ การปีนทางชันและขรุขระ ส่วนกิจกรรมที่ใช้พลังงาน้อยที่สุดคือ การนอนหลับ นอกจากนี้ในกิจกรรมเดียวกัน เพศชายจะใช้พลังงานมากกว่าเพศหญิงเสมอ
ดังนั้น จึงอาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า การใช้พลังงานในการทำกิจกรรมของแต่ละคนแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สำคัญ คือ ประเภทของกิจกรรมรวมทั้งระยะเวลาที่ใช้ทำกิจกรรมนั้น ๆ เพศ และน้ำหนักตัว โดยผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากจะต้องใช้พลังงานมาก และเพศชายใช้พลังงานมากกว่าเพศหญิงในการทำกิจกรรมประเภทเดียวกัน
การคิดคำนวณหาค่าพลังงานที่ใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ อาจทำได้โดยใช้สูตรต่อไปนี้
ตัวอย่างที่ 1 สมมติเด็กชายนิรันดร์หนัก 50 กิโลกรัม ล้างรถเป็นเวลา 1 ชั่วโมง อยากทราบว่านิรันดร์จะใช้พลังงานเท่าไร
วิธีทำ จากข้อมูลในตาราง
ชายหนัก 1 กิโลกรัม ล้างรถเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ใช้พลังงาน
= 3.68 กิโลแคลอรี
เมื่อนิรันดร์หนัก 50 กิโลกรัม ล้างรถเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ใช้พลังงาน
= 50 X 3.68
= 184 กิโลแคลอรี
ตัวอย่างที่ 2 สมมติวัชรีหนัก 40 กิโลกรัม นอนหลับเป็นเวลา 1 ชั่วโมง แล้วตื่นขึ้นมาเล่นเทนนิสเป็นเวลา 30 นาที อยากทราบว่าวัชรีใช้พลังงานทั้งหมดเท่าไร
วิธีทำ จากข้อมูลในตาราง
หญิงหนัก 1 กิโลกรัม นอนหลับเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ใช้พลังงาน
= 0.97 กิโลแคลอรี
เมื่อวัชรีหนัก 40 กิโลกรัม นอนหลับเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ใช้พลังงาน
= 40 X 0.97 กิโลแคลอรี
= 38.8 กิโลแคลอรี
หญิงหนัก 1 กิโลกรัม เล่นเทนนิสเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ใช้พลังงาน
= 5.82 กิโลแคลอรี
เมื่อวัชรีหนัก 40 กิโลกรัม เล่นเทนนิสเป็นเวลา 30 นาที ใช้พลังงาน
= 40 X 5.82 X 
= 116.4 กิโลแคลอรี
= 38.8 + 116.4 = 155.2 กิโลแคลอรี
นักเรียนคงจะเห็นแล้วว่าพลังงานที่ใช้ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวันนั้นร่างกายได้มาจากอาหารที่กินเข้าไป ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกินอาหารให้ร่างกายได้รับพลังงานพอเหมาะกับการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของแต่ละบุคคล รวมทั้งเหมาะกับเพศ วัย และสภาพของร่างกายด้วย
นอกจากจะต้องกินอาหารให้ได้ปริมาณที่เป็นสัดส่วนพอเหมาะและครบทุกประเภทแล้ว อาหารที่กินจะต้องสะอาดและปลอดภัยด้วย นักเรียนคิดว่าอาหารที่เรากินอยู่ทุกวันนี้สะอาดและปลอดภัยหรือไม่ เพราะเหตุใด นักเรียนจะได้ศึกษาในหัวข้อต่อไป
ร่างกายใช้คาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานหลัก
| |||||||
| |||||||
ปรับปรุงกระบวนการเผาผลาญอาหารของคุณ
http://www.muscle.in.th/article/story/5/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%8D%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93
การเพาะกายนั้น การจะได้มาซึ่งความคมชัดของกล้ามเนื้อ ไม่ใช่เรื่องของแคลอรี่เพียงอย่างเดียว ไม่ใช่แน่นอน ผมสัญญา เวลาพูดถึงการทำให้กล้ามเนื้อคมชัด ดูเหมือนว่าแคลอรี่จะเล่นบทเป็นตัวหลักในเรื่องนี้เสมอ อย่างไรก็ตาม คุณต้องใช้โภชนาการให้เกิดประโยชน์ เพื่อปรับปรุงกระบวนการเผาผลาญอาหารของคุณ คนส่วนใหญ่คิดว่าการปรับปรุงกระบวนการเผาผลาญอาหาร คือการทำให้เผาผลาญมากขึ้น แต่มีสิ่งที่คุณสามารถทำได้ เพื่อเปลี่ยนวิธีการที่ร่างกายจัดการกับอาหาร และต่อไปนี้คือ 5 วิธี ที่คุณสามารถทำได้
1. เพิ่มโปรตีน : เพิ่มการทานอกไก่, ไข่ขาว, ปลา และเวย์โปรตีน ทำไมน่ะเหรอ? รับรองว่าไม่เกี่ยวกับแคลอรี่เด็ดขาด เพราะจากการที่คาร์โบไฮเดรต, โปรตีน และไขมัน มีประสิทธิภาพพอๆ กันที่จะกลายไปเป็นไขมันสะสมในร่างกาย เมื่อคุณทานอาหารที่มีโปรตีนสูงๆ ร่างกายต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์ และเกิดการกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญอาหารได้มากกว่าคาร์โบไฮเดรตและไขมัน การทานโปรตีนระหว่างที่ควบคุมปริมาณแคลอรี่นั้น จะช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อ ซึ่งช่วยให้ระดับการเผาผลาญพลังงานสูงอยู่เสมอ คุณควรได้รับโปรตีน 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 ปอนด์ และถ้าไขมันในร่างกายเป็นปัญหาแล้วละก็ คุณต้องวางเป้าหมายในการทานโปรตีนให้ได้ 1½ ต่อน้ำหนักตัว 1 ปอนด์ ต่อวัน
2. เล่นกับคาร์โบไฮเดรต : คาร์โบไฮเดรตช่วยรักษาระบบเผาผลาญอาหารของกล้ามเนื้อให้สูงอยู่เสมอ ทั้งยังสามารถกระตุ้นการสะสมไขมันด้วย และเราจะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ โดยทานคาร์โบไฮเดรตน้อยๆ 3 วันติดกัน(ประมาณ 100-125 กรัม) และต่อด้วยการทานมากๆ 1 วัน(ประมาณ 300-400 กรัม) เพื่อทำให้กล้ามเนื้อ ลดการสะสมไขมัน มันจะเป็นไปได้อย่างไร? เนื่องจากเมื่อเราทานคาร์โบไฮเดรตน้อยๆ และแทนที่ด้วยการทานโปรตีน ร่างกายจะตื่นตระหนก แล้วเกิดฮอร์โมน และเอนไซม์ที่ใช้เคลื่อนย้ายไขมัน(เกิดการนำไขมันสะสมในเนื้อเยื่อมาใช้ ประโยชน์) ส่งผลให้ลดไขมันได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม หากขยายเวลาที่ทานคาร์โบไฮเดรตน้อยๆ ออกไป จะไปลดระดับฮอร์โมน Leptin ซึ่งเราไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้น เพราะระดับการเผาผลาญอาหารจะลดลง ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องต่อด้วยการทานคาร์โบไฮเดรตเยอะๆ ทุก 4 วัน เพื่อเพิ่มระดับของฮอร์โมน Leptin และเพื่อกระตุ้นระดับของการเผาผลาญอาหารให้กลับมาตามเดิม
3. ทานเมื้อเล็กๆ แต่บ่อยๆ : โดยทั่วไปเราทานอาหาร 3 มื้อ คือ มื้อเช้า, มื้อกลางวัน และมื้อเย็น บางคนอาจอาทารขนมขบเคี้ยวระหว่างมื้อด้วย ในขณะที่บางคนอาจจะไม่ทานมื้อเช้าหรือมื้อเที่ยง ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่ง ในการทาน 2 มื้อ หรือ 4 มื้อ(มื้อหลัก 3 มื้อ+ขนมขบเคี้ยว) คือ มันเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อ้วน นักเพาะกายอาชีพทุกคนต้องการให้กล้ามนื้อคมชัด และลดไขมันในร่างกาย จะทานมื้อเล็กๆ 6-9 มื้อ ต่อวัน งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า การทานมื้อเล็กๆ แต่บ่อยๆนั้น จะรักษาระดับของกระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกายให้สูงสุดอยู่เสมอ
4. ทานเส้นใยมากขึ้น : การทานอาหารที่มีเส้นใยสูง สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการที่ร่างกายจัดการกับคาร์โบไฮเดรต เส้นใยจะขัดขวางกระบวนการสะสมไขมันโดยทำให้ร่างกายดูดซึมคาร์โบไฮเดรตใน อัตราที่ช้าลง นี่หมายถึงคาร์โบไฮเดรตเหล่านี้จะถูกใช้เป็นพลังงานในร่างกาย และกล้ามเนื้อ แทนที่จะกลายเป็นไขมัน คำแนะนำสำหรับนักเพาะกาย คือ ทานเส้นใยให้ได้ 30 กรัม ทุกวัน
5.ทานปลา : เมื่อแคลอรี่ถูกควบคุม การทานกรดไขมัน Omega-3 จะกระตุ้นให้ลดไขมันได้เร็วกว่าเดิม จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า คนที่ควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนัก หากทานปลาทุกวันจะสามารถลดน้ำหนักได้มากกว่าคนที่ทานปลาเพียง 1 ครั้งต่อสัปดาห์ หนึ่งในกลไกสำคัญ คือ กรดไขมัน Omega-3 จะลดไขมันในร่างกาย โดยทำงานอย่างมีประสิทธิภาพควบคู่กับ ฮอร์โมน Prostaglandins ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการสร้างความร้อน(Thermogenesis) การศึกษาหนึ่งจาก Virginia Commonwealth University (Richmond) พบว่า กรดไขมัน Omega-3 จะช่วยขัดขวางการเก็บสะสมไขมันจากอาหารไปเป็นไขมันสะสมในร่างกายได้ด้วย
วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556
วิธีเผาผลาญพลังงานในร่างกาย
วิธีเผาผลาญพลังงานในร่างกาย
ความลับของการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย
การเผาผลาญ เป็นกระบวนการที่ร่างกายเผาผลาญพลังงาน มีอยู่ 3 ส่วนครับ
ส่วนที่หนึ่งเป็นการเผาผลาญพื้นฐานร่างกายใช้พลังงานในการหายใจ ทำให้หัวใจบีบตัว
ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย การนอนหลับ การใช้พลังงานในส่วนนี้คิดเป็น 60-70% ของ
พลังงานที่ใช้ในตลอดทั้งวันครับ
ด้วยเหตุที่ว่ากล้ามเนื้อเป็นเตาเผาผลาญพลังงานชั้นเยี่ยม ถ้ายิ่งมีกล้ามเนื้อมากการเผาผลาญ
พลังงานในส่วนนี้ก็จะยิ่งมากขึ้น
ในผู้หญิงจะมีสัดส่วนของไขมันต่อกล้ามเนื้อมากกว่าในผู้ชาย ดังนั้นผู้หญิงจะมีการเผา
ผลาญพลังงานน้อยกว่าประมาณ 10%โดยที่น้ำหนักตัวเท่ากัน การเผาผลาญพลังงาน
พื้นฐานจะค่อยๆลดลง 2-3 เปอร์เซนต์ในทุกๆ 10 ปี เนื่องจากการสูญเสียกล้ามเนื้อครับ
แต่ถ้าคุณออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อก็จะช่วยลดการสูญเสียกล้ามเนื้อได้ครับ การยกด
รัมเบลก็จะช่วยสร้างกล้ามเนื้อและเร่งการเผาผลาญในส่วนนี้
การเผาผลาญพลังงานส่วนที่สองเรียกว่า การเผาผลาญพลังงานระหว่างการย่อยและการดูด
ซึมอาหาร ร่างกายของเราจะเผาผลาญพลังงานในระหว่างการย่อยและการดูดซึมด้วยครับ
สมมุติว่าคุณรับประทานอาหารในปริมาณ 100 กิโลแคลอรี่ อาจจะใช้ไปในระหว่างการ
ย่อยและการดูดซึมเสีย 10 กิโลแคลอรี่ เหลือสุทธิ 90 กิโลแคลอรี่ที่ร่างกายได้รับ
โดยที่การเผาผลาญพลังงานระหว่างการย่อยและการดูดซึมอาหารจะน้อยที่สุดคือไขมัน
คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน ตามลำดับ ไขมันนั้นมีแคลอรี่มาก แต่ร่างกายก็ใช้พลังงานใน
การย่อยและการดูดซึมน้อยเช่นกันครับ ทำให้ไขมันเป็นสารอาหารที่สะสมได้ง่ายที่สุด
ข่าวดีครับที่ถ้าคุณรับประทานอาหารถี่ๆ แบ่งเป็นมื้อเล็กๆ จะช่วยเร่งการเผาผลาญตรงส่วน
นี้ให้มากขึ้นได้ครับ
การเผาผลาญพลังงานในส่วนที่สามก็คือกิจกรรมของเรา เป็นส่วนที่เราสามารถควบคุม
ได้มากที่สุด คุณสามารถเพิ่มการเผาผลาญให้มากขึ้นได้ด้วยการออกกำลังกาย เช่น วิ่ง
เหยาะๆ เป็นระยะเวลา 30 นาที-45 นาที เป็นต้นครับ หรือแทนที่จะนั่งอยู่เฉยๆบนเก้าอี้
ทำไมไม่ลองหาอะไรทำดูล่ะครับ อย่างน้อยก็เพิ่มการเผาผลาญให้มากขึ้นได้ แม้แต่การนั่ง
เขย่าขา ก็เพิ่มการเผาผลาญได้ 70 กิโลแคลอรี่ต่อชั่วโมงแล้วล่ะครับ






การเผาผลาญ เป็นกระบวนการที่ร่างกายเผาผลาญพลังงาน มีอยู่ 3 ส่วนครับ
ส่วนที่หนึ่งเป็นการเผาผลาญพื้นฐานร่างกายใช้พลังงานในการหายใจ ทำให้หัวใจบีบตัว ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย การนอนหลับ การใช้พลังงานในส่วนนี้คิดเป็น 60-70% ของ
พลังงานที่ใช้ในตลอดทั้งวันครับ
ด้วยเหตุที่ว่ากล้ามเนื้อเป็นเตาเผาผลาญพลังงานชั้นเยี่ยม ถ้ายิ่งมีกล้ามเนื้อมากการเผาผลาญ
พลังงานในส่วนนี้ก็จะยิ่งมากขึ้น
ในผู้หญิงจะมีสัดส่วนของไขมันต่อกล้ามเนื้อมากกว่าในผู้ชาย ดังนั้นผู้หญิงจะมีการเผา
ผลาญพลังงานน้อยกว่าประมาณ 10%โดยที่น้ำหนักตัวเท่ากัน การเผาผลาญพลังงาน
พื้นฐานจะค่อยๆลดลง 2-3 เปอร์เซนต์ในทุกๆ 10 ปี เนื่องจากการสูญเสียกล้ามเนื้อครับ
แต่ถ้าคุณออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อก็จะช่วยลดการสูญเสียกล้ามเนื้อได้ครับ การยกด
รัมเบลก็จะช่วยสร้างกล้ามเนื้อและเร่งการเผาผลาญในส่วนนี้
การเผาผลาญพลังงานส่วนที่สองเรียกว่า การเผาผลาญพลังงานระหว่างการย่อยและการดูด
ซึมอาหาร ร่างกายของเราจะเผาผลาญพลังงานในระหว่างการย่อยและการดูดซึมด้วยครับ
สมมุติว่าคุณรับประทานอาหารในปริมาณ 100 กิโลแคลอรี่ อาจจะใช้ไปในระหว่างการ
ย่อยและการดูดซึมเสีย 10 กิโลแคลอรี่ เหลือสุทธิ 90 กิโลแคลอรี่ที่ร่างกายได้รับ
โดยที่การเผาผลาญพลังงานระหว่างการย่อยและการดูดซึมอาหารจะน้อยที่สุดคือไขมัน
คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน ตามลำดับ ไขมันนั้นมีแคลอรี่มาก แต่ร่างกายก็ใช้พลังงานใน
การย่อยและการดูดซึมน้อยเช่นกันครับ ทำให้ไขมันเป็นสารอาหารที่สะสมได้ง่ายที่สุด
ข่าวดีครับที่ถ้าคุณรับประทานอาหารถี่ๆ แบ่งเป็นมื้อเล็กๆ จะช่วยเร่งการเผาผลาญตรงส่วน
นี้ให้มากขึ้นได้ครับ
การเผาผลาญพลังงานในส่วนที่สามก็คือกิจกรรมของเรา เป็นส่วนที่เราสามารถควบคุม
ได้มากที่สุด คุณสามารถเพิ่มการเผาผลาญให้มากขึ้นได้ด้วยการออกกำลังกาย เช่น วิ่ง
เหยาะๆ เป็นระยะเวลา 30 นาที-45 นาที เป็นต้นครับ หรือแทนที่จะนั่งอยู่เฉยๆบนเก้าอี้
ทำไมไม่ลองหาอะไรทำดูล่ะครับ อย่างน้อยก็เพิ่มการเผาผลาญให้มากขึ้นได้ แม้แต่การนั่ง
เขย่าขา ก็เพิ่มการเผาผลาญได้ 70 กิโลแคลอรี่ต่อชั่วโมงแล้วล่ะครับ







สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)